2012/Mar/15

 
 
ช่วงนี้ดาวจังทำงานเกี่ยวกับตัวโปรดักของwacom ค่ะ (ทุกอย่างตั้งแต่เซอวิสลูกค้า จัดสเป๊ก ยันซ่อมบำรุงขั้นต้น OTL) เห็นลูกค้าหลายๆคนมีปัญหาต่างกันออกไปเกี่ยวกับwacom ซึ่งบางปัญหานั้นคิดว่าถ้าเอามาเผยแพร่หรือแนะนำต่อๆกัน น่าจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆหลังซื้อขายสินค้าพวกนี้ได้เหมือนกัน อย่างน้อยๆ ถ้าเราคิดให้ดีก่อนที่จะซื้อ หรือมีการตรวจสอบข้อมูลมาเป็นอย่างดีแล้ว มันก็น่าจะคุ้มกับความตั้งใจและเงินในกระเป๋าของใครหลายๆคนด้วย...
 
ไม่ได้จะมาบอกให้คุณผู้อ่านไปซื้อร้านที่ดาวจังทำฟรีแลนซ์หรอกนะ(ไม่บอกด้วยว่าทำงานร้านไหน ก๊ากๆ หากเราดวงสมพงษ์กันคงได้เจอเองแหละ เอิ๊ก///โดนผู้อ่านเอาเท้าลูบหน้า) แต่อยากให้ทุกคนลองอ่านที่แนะนำ แล้วเอาไปใช้ซักจึ๋งนึงก็ยังดี เพื่อสิทธิของตัวเราและตัวสินค้าของเราด้วย...
 
 
 
ลำดับขั้นตอนอาจยุ่งยากไปนิด แต่ถ้าทำได้ รับรองว่าเกินคุ้มจริงๆนะ(ไม่ได้โม้!!)
 
 
 
1.ก่อนจะซื้อ คิดก่อนว่าเราจะเอามาใช้งานอะไร?
 
ปัญหาที่ดาวจังเจอเป็นอันดับแรกๆเวลาจัดเสป๊คสินค้า คือข้อนี้แหละ  เพราะลูกค้าบางคนนั้น"แค่อยากได้เฉยๆ" "แต่ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วจะเอามาใช้ทำอะไร?" ลูกค้าบางคนมีความต้องการที่ต่างกันตั้งแต่เรื่องเล็กยันเรื่องใหญ่ เช่น เด็กนักเรียนอยากได้รุ่น intuos 4 แสนแพงเวอร์เพื่อเอามาใช้วาดรูปเล่น อันนั้นก็เว่อร์ไปนะคะ(บางคนพ่อแม่ต้องควักเงินจ่าย สงสารพ่อแม่หน่อยเด้อ) 
 
เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะซื้อเม้าท์ปากกาซักตัว เราต้องถามตัวเองก่อนว่า"จะเอามาทำอะไร?" ถ้าตอบได้ เป้าหมายในการซื้อของเราจะชัดเจนมากขึ้น และมีความคุ้มค่ากับการเลือกมากยิ่งขึ้น....
 
 
 
2. เลือกรุ่นwacom ให้เหมาะกับการใช้งาน
 
 
อย่างที่ว่ามา ถ้าเรารุ้ตัวแล้วว่าจะเอามาใช้ทำอะไร ทีนี้เราก็มาดูเรื่องสเป็คของแต่ละรุ่นกันดีกว่า...
 
 
ซีรีย์ bamboo
 
เป็นรุ่นที่ใช้งานได้หลายประเภท ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงระดับสูง รุ่นนี้เป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคบ้านเราสุดๆเนื่องจากใช้งานได้หลากหลาย มีความถึกในระดับดี และราคาไม่แพงมาก ตั้งแต่หลัก 3,000-9,000 บาท
 
 
*ในที่นี้จะแนะนำเฉพาะ gen 3 นะคะ gen 2  นั้นตกรุ่นไปแล้ว*
 
 
-bamboo pen
 
ลักษณะของรุ่นนี้คือใช้เน้นการเขียนและวาดโดยเฉพาะ ไม่มีtouch และ expresskeys (ปุ่มข้างๆเรานั่นแหละค่ะ) ราคาจะเบาๆ ประมาณ 3,000 ขึ้นไปไม่เกิน 4,000 รุ่นนี้แม้จะไม่ไฮโซเท่ารุ่นอื่นเพราะยังเป็นแบบเมมนวล แต่เหมาะสำหรับงานที่ไม่ใหญ่โตหรือใช้ความละเอียดสูงนัก เช่นการวาดภาพการ์ตูนเพื่องานอดิเรก การเรียนการสอนในระดับขั้นต้นถึงขั้นกลาง (บางคนฮารด์คอร์จนถึงใช้ทำงานก็มีนะ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งการสัมผัสและฟรังชั่นที่ยุ่งยาก) เหมาะสำหรับน้องๆที่ชอบวาดรูปเพื่องานอดิเรกทีเดียว
 
 
-bamboo pen&touch
 
รุ่นนี้มี touch เข้ามาเป็นตัวช่วย และมี expresskeys ที่สามารถปรับเองได้ทั้งการลงน้ำหนักเส้นและการควบคุมฟรังชั่นต่างๆเกี่ยวกับการใช้งานพื้นฐาน ที่เพิ่มเข้ามาอีกคือการรองรับ wireless ซึ่งรุ่น pen ไม่มี แต่การใช้งานนั้นยังเหมือนกัน การเข้าถึงโปรแกรมเหมือนกัน ต่างกันที่ฟรั่งชั่นอำนวยความสะดวกเท่านั้นเอง... 
 
 
-bamboo pen&touch manga
 
เหมือนกับรุ่นbamboo pen&touch ทุกประการค่ะ ต่างกันนิดหน่อยที่body ของเค้าจะเป็นสี ดำ-เงิน (ของรุ่น pen และ pen&touch เป็นสีดำ-เขียว) bundled software ที่แถมมาให้จะเป็นโปรแกรมสำหรับวาดภาพโดยเฉพาะ นั่นคือ corel panter essentials 4 และ open canvas light 
 
 
-bamboo fun pen&touch
 
รุ่นนี้จะมีความต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ ขนาดกระดานที่ใหญ่ขึ้นในขนาด 352 x 209 x9.8 mm (ขนาดปกติคือ  248 x 176 x 9.8 mm) เนื้อที่ในการทำงานกว้างขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ต้องทำงานเก็บลายละเอียดเยอะๆ หรือต้องการพื้นที่ทำงานที่มากขึ้น...และรองรับ wireless ด้วย
 
 
 
 
อธิบายเพิ่มเติมสำหรับ Gen 3 for  bamboo
 
 
ความแตกต่างจากรุ่นเก่าๆที่เห็นได้ชัดมีดังนี้
 
 
 
- การเข้าถึงโปรแกรม
 
 
เพราะ Gen 3 เข้าถึง word แล้ว คือ ความสามารถในการเขียนลงหน้าเอกสารด้วยลายมือของเราได้เอง แต่แนะนำ word 2010 ขึ้นไปเท่านั้น 
 
 
 
- area ในการทำงานที่กว้างขึ้น
 
 
ปกติรุ่นเก่าจะเขียนไปแล้วเกิดอาการตกขอบ แต่รุ่นนี้พื้นที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกเพื่อการทำงานที่สะดวกมากขึ้น (เส้นขอบarea มีขนาดเท่ากับหน้าจอคอมพิวเตอร์เราโดยปกติ เพราะฉะนั้นบางคนที่มีค่านิยมว่ายิ่งใหญ่ยิ่งดี คิดใหม่นะตัวเธอว์)
 
 
 
-สาย USB ถอดได้
 
รุ่นเก่าๆจะเชื่อมติดกระดานไปเลย แต่รุ่นนี้สามารถถอดเข้าออกได้สะดวก และแก้ปัญหาสาย USB ขาดได้ด้วย เพราะบางคนนั้นทำสายขาดบ่อยๆก็มี (และซ่อมได้ก็ใช้ได้ไม่นานอยู่ดีอ่ะ เพราะฉะนั้นคุณช่างขอร้องนะคะว่าคนที่ยังใช้รุ่นเก่านอกจากจะต้องถนอมปากกาแล้ว รบกวนถนอม สาย USB ด้วยนะคะ T^T)
 
 
 
-รองรับ wireless
 
มีเฉพาะรุ่น pen&touch ขึ้นไปเท่านั้น ตัวรองรับ wireless จะอยู่ใต้กระดาน แต่ wireless จะต้องซื้อเสริมเอานะคะ เวลาซื้อแล้วต้องชารจ์อย่างน้อยวันหนึ่งก่อนใช้(เพื่อความชัวร์) สามารถใช้งานได้ในระยะเวลา 10 - 15 ชั่วโมง เหมาะสำหรับคนที่ใช้งานในห้องประชุมหรือคนที่ต้องใช้งานในระยะไกลเท่านั้น (ไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อนะ) ข้อควรระวังคือ หากใครอยู่ในเขตปิดสัญญาณ เช่น บริเวณค่ายทหาร (โดยเฉพาะแถวกรมพลาธิการ) อาจใช้งานไม่ได้...
 
 
 
 
-มีอะไหล่แยกขาย  
 
ทั้งปากกา wireless  เวลาซื้อควรเลือกร้านที่เชื่อถือได้นะคะ เพราะ wacom มีขายมากขึ้น ระวังของปลอมและของย้อมแมวด้วยนะคะ ตอนนี้กำลังระบาดหนักทีเดียว...
 
 
-เปลี่ยนใส้ง่าย
 
ปกติเวลาซื้อต้องมีใส้เปลี่ยนนะ (ร้านไหนไม่แถมก็วิ่งออกมาเลย) ระบบปากกาของ wacom รุ่น bamboo และ intuos จะสามารถเปลี่ยนใส้ได้ เวลาเปลี่ยนแค่ใช้แหวานที่แถมมาดึงออกและเอาใส้อันใหม่เสียบเข้าไปได้เลย(ปกติขั้นตอนนี้บางร้านจะมีการสาธิตนะคะ///ทำบ่อย)
 
 
 
 
3.สงสารคนจ่ายเงินบ้างเน้อ
 
ลูกค้าบางคนที่ดาวจังเจอ อยากได้ตัวแพงๆ แต่พ่อแม่งบไม่ถึง ก็อดที่จะสงสารพ่อแม่เค้าไม่ได้ การที่ลูกจำเป็นต้องใช้เม้าท์ปากกานั้นพ่อแม่บางคนก็เข้าใจ แต่ลูกที่มีโอกาสนี้ก็ควรเห็นใจพ่อแม่ที่ออกเงินซื้อให้ด้วยนะคะ เรายังขอเงินเค้าอยู่ ใช้รุ่นที่เหมาะกับงบและการใช้งานเราดีกว่า หากใช้ของแพงแล้วเกิดเบื่อขึ้นมากลางคันจนเลิกใช้ โดยเฉพาะคนที่ชอบวาดแค่สนุกๆตามเพื่อน มันจะน่าเสียดายมากถ้าคุณทิ้งเค้าไว้จนเสียและใช้การไม่ได้
T^T
 
 
 
 
 
4.สอบถามเรื่องประกัน + การดูแลหลังการขาย
 
 
 
ลูกค้าหลายคนเห็นถูกเลยซื้อ จนลืมเรื่องสำคัญเรื่องนี้ไป....การประกันสินค้าจำพวกเม้าท์ปากกาที่ดี ควรมีดังนี้..
 
 
 
4.1.ประกัน 7 วัน  
 
 
คือการประกันหลังการขาย 7 วันในกรณีที่ซื้อไปแล้วเกิดเหตุสุดวิสัย เช่น ไครฟ์เวอร์รวน ลงไดรฟ์ไม่ได้  ลงไดรฟ์แล้วเคอร์เซอร์ปากกาไม่ทำงาน เมื่อพบปัญหาเหล่านี้ สามารถห่อใส่บรรุภัณฑ์เดิม พร้อมใบเสร็จที่มีลายเซ็นต์เราและร้านกำกับ(ต้องมีนะ สำคัญมากๆถ้าเราต้องการเรื่องการบริการหลังการขาย ซื้อแล้วต้องขอนะคะ) เอามาส่งที่ร้าน เมื่อทางร้านตรวจสอบแล้วพบว่ามีปัญหาจากตัวโปรดักจริงๆ(ไม่เกี่ยวกับที่ลูกค้าทำตกนะ อันนั้นส่วนใหญ่ไม่รวมค่ะ) จะต้องเปลี่ยนคืนทันที โดยไม่คิดเงิน (เพราะส่วนนี้เป็นความรับผิดชอบของทางร้า้นที่จำหน่ายค่ะ) ถ้าไม่มีประกันตัวนี้แถมมาด้วย ทางที่ดีอย่าเสี่ยงดีกว่า...เพราะเราอาจจะเจอแจ๊คพอรต์สินค้าไม่ได้คุณภาพหรือเสียหายเข้าโดยบังเอิญแล้วเปลี่ยนคืนไม่ได้ เสียดายเงินเปล่าๆ
 
 
 
4.2. ประกัน 1 ปี
 
คือประกันอายุการใช้งานว่าภายใน 1 ปีหากมีปัญหา ลูกค้าสามารถส่งมาซ่อมบำรุงที่ร้านที่เคยซื้อได้ บางร้านหลอกลูกค้าว่ามี แต่พอเอาเข้าจริงๆพอลูกค้ามาส่งก็บอกว่าไม่รับประกัน ต้องระวังหน่อยนะ ตอนนี้มีเยอะ ก่อนซื้อต้องตรวจสอบให้ดีก่อน ถ้าให้ดี เลือกร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่ายโดยตรงแบบครบวงจรเลยดีกว่า จะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง
 
 
 
 
5.ต้องมีรหัสกำกับสินค้า
 
มันคือสติ๊กเกอร์ที่แปะบนสินค้าที่เราซื้อนั่นแหละ อย่าทำหายเด็ดขาด เพราะมันคือสัญญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าที่มาของเค้ามาจากไหน และการซ่อมบำรุงส่วนมากจำเป็นต้องเช๊ครหัสจากสติ๊กเกอร์นี้ด้วย แนะนำว่าเอาสติ๊กเกอร์ใสแปะทับก็ได้ค่ะ กันลอกหลุด เพราะบางร้านเค้าเล่นทุจริตกับลูกค้าเพื่อเบี่ยงเบนการประกันโดยอ้างว่ารหัสไม่ชัดก็มีนะ...(ถ้าร้านไหนไม่มี แนะนำว่าอย่าซื้อ เพราะถึงเค้าบอกว่ามีประกันก็จริง แต่ถ้าไม่มีรหัสสินค้ากำกับ หรือ วอยซ์ นั่นหมายถึงคุณจะไม่มีหลักฐานไปยืนยันว่าซื้อกับเค้า และแน่นอนว่าเค้าก็จะหลีกเลี่ยงการประกันเช่นกัน)
 
 
 
 
6.อย่าเสี่ยงกับ"เครื่องหิ้ว"
 
เครื่องหิ้ว คือ wacom ที่ซื้อมาจากเน็ตต่างประเทศก็ดี ซื้อมาจากบุคคลอื่นโดยการแลกเปลี่ยนโดยไม่ได้ทำในลักษณะการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ดี ของพวกนี้มีปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะไดรฟ์เวอร์บางรุ่นไม่รับกับเครื่องคอมพิวเตอร์ในบ้านเรา อะไหล่หาซื้อในบ้านเราไม่ได้ ที่หนักสุดคือการประกัน แน่นอนว่าปกติ"ของซื้อที่ไหน ต้องใช้ประกันที่นั่น" ซื้อมาจากญี่ปุ่น ต้องส่งซ่อมที่ญี่ปุ่นเท่านั้นนะคะ ซ่อมในบ้านเราไม่ได้ เพราะ QC เรากับญี่ปุ่นต่างกัน สรุปคือ เสียมาแล้วต้องใหม่เท่านั้น...
 
 
 
7.อย่าเสี่ยงกับ "ซ่อมหลังร้าน"
 
wacom thailand นั้น หากไม่ได้ส่งซ่อมกับตัวแทนจำหน่ายและศูนย์นำเข้าโดยตรง ถือว่า"ซ่อมหลังร้าน" นะคะ เพราะทางศูนย์ที่นำเข้าจะมีช่างเทคนิคเฉพาะด้านที่มีความรู้คอยดูแลอยู่แล้ว หากมีร้านไหนซ่อมหลังร้านเอง อย่าไว้ใจเชี่ยว เพราะดาวจังเจอปัญหาลูกค้า"โดนย้อมแมว"มาเยอะแล้ว เสียดายของมากๆ ทางที่ดี หากเราซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่มีการประกันที่ดี แม้ราคาจะสูงนิดหน่อย แต่การบริการย่อมดีกว่าแน่นอน...
 
 
 
8.อย่าทำปากกาตก!
 
จุดอ่อนของเม้าท์ปากกาทุกรุ่นในโลก คือ เซ็นเซอร์ที่ปลายปากกา ถ้าตก โอกาสเสียและพังย่อมมีมาก ผู้ใช้งานต้องพึงระวังนะคะ...
 
 
9. การทำความสะอาด
 
ลูกค้าบางคนหิ้วมาซ่อมที่ร้าน เจอคราบสกปรกส่วนมากก็คราบเครื่องดื่มนั่นแหละ การดูแลรักษาไม่ยาก คือการเอาน้ำยาเช็ดกระจกพรมบนผ้าขนหนูนิดหน่อย และเช็ดกระดาน (ปากกาด้วยก็ได้นะ) นอกจากจะสะอาดขึ้นแล้ว ยังเขียนได้ลื่นขึ้นด้วยนะ
 
 
10.สำหรับผู้ที่ซื้อมาจากต่างจังหวัด หรือคนต่างจังหวัด
 
เวลาซื้อ ที่มุมซ้ายของกล่องสินค้า ต้องมีสติ๊กเกอร์ตัวแทนนำเข้าดัวนะคะ นั่นเป็นเครื่องรับประกันว่าทางร้านที่จำหน่ายนั้นมีความน่าเชื่อถือในเรื่องการประกันสินค้าและอายุการใช้งาน...อีกอย่างถ้าเสียจะได้ส่งซ่อมได้...
 
 
 
เพิ่มเติมเรื่องประกัน
 
 
เวลาเสีย และต้องการส่งซ่อม(โดยอยู่ในระยะประกัน 1 ปี) มีดังนี้

 
- เตรียมหลักฐาน
 
เช่น ใบเสร็จ รหัสสินค้าหลังสินค้า และอื่นๆที่ทางร้านให้มา เป็นต้น
 
-ส่งไปยังร้านที่เราซื้อมา
 
 เราสามารถโวยกับร้านที่ขายได้หากเค้าละเลยหน้าที่ตรงนี้ เพราะตามปกติ คนที่ต้องส่งซ่อมกับศูนย์ตัวแทนจำหน่าย ต้องเป็นร้านที่เราซื้อมาเท่านั้น(ส่งข้ามร้านไม่ได้นะคะ มันผิดกฎ) แนะนำว่าก่อนซื้อต้องตรวจสอบให้ดีก่อนว่ามีใบเสร็จ รหัสกำกับสินค้า หรือเปล่า ถ้าไม่มีอสดงว่าถึงตำหนิให้ตายเค้าก็ไม่รับผิดชอบหรอก (เจอมาเยอะค่ะ ลูกค้าที่โดนร้านอื่นปัดความรับผิดชอบไม่ดูแลหลังการขายเนี่ย เตือนเอาด้วยความหวังล้วนๆ - -" )
 
 
 
แนะนำแบบง่ายๆ(แต่เยอะ)สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อค่ะ ยังไงก็ตาม นอกจากการใช้งานที่ระมัดระวังแล้ว ยังต้องดูแลรักษาเค้าอย่างถูกวิธีด้วยนะคะ เพื่อที่เค้าจะได้อยู่กับคุณไปนานๆค่ะ....
 
 
 
หวังว่าคงมีประโยชน์บ้างนะคะ
 
 
พบกันใหม่ถ้ามีโอกาสนะตัวเธอว์(เมื่อไหร่ละยะ?)
 
 
 
 
ป.ล.ใครมีข้อสงสัย ลองถามได้นะคะ ถ้าตอบได้จะตอบในกระทู้เลยค่ะ ^ ^
 
 

Comment

Comment: